ยินดีด้วยกับใบขับขี่ใบใหม่และรถคู่ใจครับ! แต่เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้มือใหม่หลายคนปวดหัวไม่แพ้การถอยจอดเข้าซอง คือการเลือก "ประกันรถยนต์" เพราะหันไปทางไหนก็มีแพ็กเกจเต็มไปหมด ทั้งชั้น 1, 2+, 3+ ยิ่งฟังก็ยิ่งงงว่ามันต่างกันยังไง แล้วแบบไหนจะเซฟทั้งรถ เซฟทั้งเงินในกระเป๋าเราที่สุด
บทความนี้เราสรุปมาให้แบบเข้าใจง่ายๆ ตัดความซับซ้อนออกไป เพื่อให้คุณเลือกประกันที่ใช่ที่สุดสำหรับมือใหม่ครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูกันว่าแต่ละชั้นคุ้มครองอะไรบ้างเวลาเกิดอุบัติเหตุ
นี่คือประกันที่ให้ความคุ้มครองกว้างขวางที่สุด เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่มั่นใจในการขับขี่
ขยับลงมาหน่อยสำหรับคนที่อยากประหยัดค่าเบี้ยประกัน แต่ยังต้องการความอุ่นใจใกล้เคียงชั้น 1
น้องเล็กในกลุ่มพลัสที่ราคาเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินที่สุด
| ความคุ้มครอง | ประกันชั้น 1 | ประกันชั้น 2+ | ประกันชั้น 3+ |
|---|---|---|---|
| ซ่อมรถคู่กรณี (ทรัพย์สินบุคคลภายนอก) | |||
| ซ่อมรถเรา (กรณีชนกับรถด้วยกัน) | |||
| ซ่อมรถเรา (กรณีชนเสา ชนกำแพง ไม่มีคู่กรณี) | |||
| คุ้มครองรถหาย / ไฟไหม้ | |||
| คุ้มครองน้ำท่วม | (บางกรมธรรม์) | (บางเจ้าต้องซื้อเพิ่ม) | |
| ระดับราคาเบี้ยประกัน | สูงที่สุด | ปานกลาง | ย่อมเยาที่สุด |
💡 คำแนะนำจากใจ: สำหรับมือใหม่หัดขับ "ประกันรถยนต์ชั้น 1" คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ในช่วง 1-2 ปีแรกของการขับรถ โอกาสที่เราจะกะระยะพลาด ขับเบียดเสา ถอยชนต้นไม้ หรือเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่มีคู่กรณีเกิดขึ้นได้บ่อยมาก การมีประกันชั้น 1 จะช่วยลดความเครียดและความกังวลไปได้เย๊อะ! ไม่ต้องมานั่งคิดมากว่า "ชนอันนี้เคลมได้ไหม" แต่ถ้าข้อจำกัดเรื่องงบประมาณล่ะ?
งบกลางๆ แต่วิตกจริตเรื่องรถหาย/ไฟไหม้: เลือก ชั้น 2+ แล้วเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ ไม่ให้ไปชนสิ่งไม่มีชีวิต
งบน้อย รถเริ่มเก่า และมีที่จอดรถมิดชิดปลอดภัย: เลือก ชั้น 3+ อย่างน้อยก็ช่วยอุ่นใจว่าถ้าไปเฉี่ยวชนรถคันอื่นขึ้นมา ก็ยังมีประกันช่วยซ่อมทั้งรถเขาและรถเรา
เลือกแบบที่เหมาะกับเงินในกระเป๋าและพฤติกรรมการใช้รถของตัวเองนะครับ ขอให้สนุกและปลอดภัยในการเดินทางทุกเส้นทางครับ!